ท้าพิสูจน์...สปริงเกอร์ VS หัวฉีดสเปรย์ ผักกินใบชอบแบบไหนกันนะ !?!!?!

Blog on ต.ค. 12, 2020

ท้าพิสูจน์...สปริงเกอร์ VS หัวฉีดสเปรย์

ผักกินใบชอบแบบไหนกันนะ !?!!?!

 

ผักกินใบ เช่น ผักสลัด ผักชี ผักบุ้ง กวางตุ้ง ฯลฯ ถือเป็นพืชที่ต้องได้รับการดูแลใบเป็นพิเศษ เพราะใบคือส่วนที่นำไปจำหน่ายเป็นรายได้สำหรับเกษตรกรผู้ปลูก ซึ่งถ้าหากใบเกิดช้ำ ด่าง ไม่สวย จะส่งผลกับราคาขายอย่างแน่นอน ดังนั้น การเลือกหัวจ่ายน้ำเพื่อรดน้ำผักประเภทกินใบ ต้องคำนึงถึงความละเอียดของน้ำให้เหมาะกับผักแต่ละชนิด เนื่องจากหัวจ่ายน้ำมีหลายแบบด้วยกัน ตั้งแต่หัวน้ำหยด หัวฉีดสเปรย์ หัวมินิสปริงเกลอร์ หัวสปริงเกลอร์ เป็นต้น

คุณพลวิวัฒน์ บัณฑิตภักดิ์ หรือคุณไก่ เจ้าของสวนผักสลัด “ต้นกล้าผักสลัดอินทรีย์” อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผักกินใบ โดยใช้พื้นที่ประมาณ 2 งานปลูกผักอินทรีย์ เช่น ผักสลัดต่างๆ คะน้าใบหยิก จิงจูฉ่าย และปลูกพืชอื่นๆ อีก 7 ไร่ มานานหลายปี ทำให้พบปัญหาการใช้หัวจ่ายน้ำที่ไม่เหมาะกับผักที่ตนเองปลูก โดยเจ้าตัวเล่าหลักการดูแลให้ผลผลิตดีเยี่ยมว่า ต้องเริ่มตั้งแต่เริ่มปลูก...

“ทุกอย่างจะดีต้องเริ่มตั้งแต่ต้นครับ อย่างเราจะเตรียมแปลงไถพรวนดินพร้อมใส่มูลวัวลงไป ไถกลบหมักไว้ก่อน จากนั้นจะยกร่องลูกฟูก ขนาดร่องกว้าง 1-1.2 เมตร ยาวแล้วแต่พื้นที่ ส่วนที่นี่ยาว 25 เมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ทำให้สโลปเหมือนหลังเต่าไม่สูงหรือแบนมาก เพราะถ้าแบนมากน้ำจะไม่ไหลลงด้านล่าง คือน้ำระบายไม่ได้ หรือถ้าสูงมากเวลารดน้ำ ต้นที่อยู่ริมก็จะรากลอยได้

“โรยปุ๋ยโบกาฉิ (2-3 กระสอบ ต่อพื้นที่ 1.2x25 เมตร) ก่อน แล้วใช้คราดเกลี่ยให้เข้ากับดินพร้อมกับคลุมฟาง รดน้ำ จากนั้นจึงนำกล้า (กล้าเพาะ 20-40 วัน) ลงหลุมปลูกได้ โดยปลูกเป็น 3 แถวต่อร่อง ห่างกันต้นละ 30 เซนติเมตร เหลือด้านข้างทั้งสองฝั่งไว้เพื่อกันรากลอย รดตามอีกรอบเป็นอันเสร็จเรียบร้อย”

เมื่อเตรียมแปลงปลูกเสร็จสรรพ คุณไก่บอกว่าถึงเวลาที่ต้องเลือกระบบน้ำกันแล้ว ซึ่งที่นี่จะใช้สปริงเกลอร์เป็นหลัก แต่ช่วงร้อนจัดเปิดน้ำนานจะสังเกตเห็นว่าใบผักช้ำ เพราะน้ำโดนใบมากเกินไป หรือแม้แต่ฝนตกแรกๆ ใบก็ช้ำ ทำให้เกิดความเสียหาย แต่ถ้าเป็นใบคะน้าใบหยิกจะสามารถใช้สปริงเกลอร์ได้ เพราะใบแข็งกว่าผักสลัด พร้อมกับเล่าย้อนสมัยก่อนให้ฟังว่า

“ก่อนหน้านี้ผมใช้เป็นเทปน้ำพุ่ง ก็ไม่เวิร์กเพราะเม็ดน้ำใหญ่ ทำให้เราต้องเปลี่ยนเอาหัวฉีดสเปรย์ ปีกผีเสื้อมาใช้ เพราะได้น้ำที่ละเอียดเป็นฝอย ไม่กระทบใบผักมากเกินไป โดยใช้หัวฉีดสเปรย์ติดกับท่อพีอี ซึ่งท่อพีอีต้องกางให้ตึง น้ำที่ออกมาจะดีกว่า ไม่ไหลเป็นเม็ดลงผัก แต่ก็ต้องปรับแก้ไปตามสภาพอากาศของบ้านเรา ที่เปลี่ยนแปลงตลอด เริ่มไม่มีฤดูที่ชัดเจนแล้วครับ

“แต่ไม่ว่าจะเป็นสปริงเกลอร์แบบไหน ถ้ารดน้ำในหน้าฝนก็ไม่โอเคทั้งหมด เพราะผักใบไม่ต้องการน้ำมาก แต่เราไม่สามารถควบคุมน้ำฝนได้ ซึ่งหลังจากฝนตกก็ต้องรดน้ำอีกเล็กน้อย เพื่อล้างกรดที่มากับน้ำฝน แต่ถ้าทำในโรงเรือนสามารถใช้หัวฉีดสเปรย์ติดด้านบนโครงโรงเรือนได้เลย ส่วนการรดน้ำด้วยสปริงเกลอร์ จะใช้เวลาอย่างน้อย 3 นาที ในการเปิดรดน้ำผัก บางครั้งสปริงเกลอร์ตันไม่หมุน ทำให้ต้องคอยดูแลเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นหัวฉีดสเปรย์น้ำจะออกน้อยกว่าต้องเปิดนานประมาณ 5 นาที แต่น้ำโดนใบผักไม่แรงทำให้ไม่เกิดความเสียหายครับ”

ดังนั้น การแก้ปัญหาเรื่องใบผักช้ำได้ดีที่สุด เฮียโยของเราแนะนำว่า ควรเลือกใช้หัวจ่ายน้ำที่ให้น้ำปานกลาง เลือกหัวที่มีความละเอียดค่อนข้างสูง รัศมีกระจายน้ำควรให้ครอบคลุมความกว้างของร่องปลูก อย่างเช่นกรณีตัวอย่างสวนผักอินทรีย์ของคุณไก่ ร่องปลูกกว้าง 1-1.20 เมตร ปลูกผักเป็น 3 แถว ห่างแถวละ 30 เซนติเมตร และติดท่อพีอีไว้ตรงกลางร่องด้านบน สามารถเลือกใช้หัวฉีดสเปรย์ปีกผีเสื้อใหญ่ (รหัส 374-N) ได้ www.kanokproduct.com/product-detail/1768 ซึ่งลักษณะหัวเป็นปลายตัด ขนาดเกลียว 3-5 มม.

หัวฉีดสเปรย์ปีกผีเสื้อใหญ่จะวางไว้ยังจุดที่ต้องการบนท่อน้ำ (ท่อพีอี www.kanokproduct.com/product/list?word=398 ) ถ้าเป็นสวนของคุณไก่ให้วางห่างจุดละ 2 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่จะวางไว้เหนือผิวดิน กระจายน้ำลงสู่ผักและดินในรัศมีการกระจายน้ำอยู่ที่ 1-1.5 เมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงความกว้างของร่องผักที่สวนของคุณไก่พอดี นอกจากนี้จะให้ปริมาณน้ำ 50-90 ลิตร/ชั่วโมง เป็นการให้ปริมาณน้ำทีละน้อย ซึ่งอาจจะต้องเปิดให้นานขึ้น เพื่อให้เพียงพอแก่การเจริญเติบโต และไม่ทำให้ใบช้ำ รับแรงดันได้ 0.5-2 บาร์ สามารถนำมาใช้กับผักสลัดได้

การให้น้ำแต่ละฤดูกาลจึงแตกต่างกัน ดังนี้

สำหรับการให้น้ำผักสลัดในแต่ละวันนั้น ไม่สามารถกำหนดได้ตายตัว ขึ้นอยู่กับดิน ฟ้า อากาศ และฤดูกาล โดยรดน้ำให้พอชุ่มไม่แฉะจนเกินไป เพราะถ้าแฉะเกินไปโรครากเน่า โคนเน่าอาจตามมาได้ ดังนั้น

- ฤดูร้อน อากาศร้อน ดินแห้งเร็ว ความชื้นในอากาศน้อย ควรให้น้ำ 4 ครั้ง/วัน คือ เช้า สาย บ่าย และเย็น เพื่อให้ผักสลัดไม่ขาดน้ำ

- ฤดูฝน อากาศชื้นสูง เพราะฉะนั้นการให้น้ำจะให้เฉพาะวันที่ฝนไม่ตก หรือเช้า เย็น

- ฤดูหนาว ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น แต่ถ้าอากาศแห้งมากอาจเพิ่มน้ำในช่วงสาย เพื่อไม่ให้ผักเกิดการขาดน้ำ

อย่างไรก็ตามการเลือกหัวจ่ายน้ำสำหรับผักสลัด หรือผักกินใบต่างๆ ควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของผักชนิดนั้นๆ และสภาพแวดล้อมที่ปลูกผักด้วยนั่นเอง

สามารถติดตามเรื่องราวแบบเข้มข้นล้วงลึกทุกซอกทุกมุมเรื่องเกษตร ได้ในรายการ ฟาร์ม To Go ตอน “สวนผักอินทรีย์” https://www.youtube.com/watch?v=qVzu7D0SBPw&t=381s ทางช่อง Kanok Product Channel