เกษตรกรเตรียมเฮ-ใช้เทปน้ำหยดแก้ปัญหาภัยแล้ง

Blog on มิ.ย. 16, 2020

เกษตรกรเตรียมเฮ! ใช้เทปน้ำหยดแก้ปัญหาภัยแล้ง

ปัญหาใหญ่สำหรับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง นั่นคือปริมาณน้ำลดลงไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ในด้านการเกษตร ซึ่งจากข้อมูลปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมทั้งประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ.2563 พบว่ามีปริมาณน้ำลดลงมากถึง 42 เปอร์เซ็นต์ (อ้างอิงจากคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ) และมีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เกษตรกรควรหันมาตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือ

ทั้งนี้ การรับมือกับปัญหาภัยแล้งมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การหันมาปลูกพืชที่มีความต้องการน้ำน้อยแทน หรือเลือกใช้ระบบน้ำที่มีการสูญเสียน้ำในระหว่างการรดน้ำน้อยที่สุด นั่นคือการใช้ “ระบบน้ำหยด” โดยจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีนี้เริ่มมาจากประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำค่อนข้างจำกัด จึงทำให้ประเทศอิสราเอลกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยเทคโนโลยีน้ำหยดเป็นเทคโนโลยีการเกษตรที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้น้ำน้อยที่สุด และเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุด ระบบน้ำหยดจะค่อยๆ ปล่อยน้ำในปริมาณน้อยๆ ช้าๆ ตรงตำแหน่งที่ต้องการให้น้ำ จึงทำให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกเป็นแถว เช่น ไร่อ้อย มันสำประหลัง ข้าวโพด แตงโม เมล่อน เป็นต้น

ต่อมาเทคโนโลยีระบบน้ำหยดได้มีการพัฒนาจากการใช้ท่อน้ำหยด มาเป็นการใช้เทปน้ำหยด www.kanokproduct.com/search/เทปน้ำหยดตราไชโย ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย เช่น

- ใช้น้ำน้อยเมื่อเทียบกับระบบน้ำแบบอื่น

- ให้น้ำได้ตรงจุดเพราะหยดลงตรงรากพืช ช่วยลดปริมาณวัชพืชได้

- สะดวกในการเก็บ เพราะสามารถม้วนเก็บได้

- ติดตั้งง่าย ประหยัดค่าแรงและข้อต่อ

แต่ก่อนที่เราจะนำเทปน้ำหยดมาใช้งานนั้น ปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องของ “ดิน” ความสามารถในการกักเก็บน้ำของดิน หรือความสามารถในการอุ้มน้ำของดินไว้ให้พืชได้ใช้ประโยชน์ มีผลต่อการออกแบบระบบน้ำหยด ดินเหนียวและดินทรายมีความสามารถในการอุ้มน้ำที่ต่างกัน ดังนั้น จึงต้องเลือกเทปน้ำหยดที่มีอัตราการหยดที่ต่างกันด้วย ลักษณะการให้น้ำหยดบนดินเหนียว จะเป็นวงกว้างแต่จะไม่ลงลึกเมื่อเปรียบเทียบกับดินทราย ดินเหนียวสามารถใช้น้ำหยดที่มีระยะหยดห่างและมีอัตราการไหลที่สูงกว่าดินทราย ทั้งนี้ ต้องพิจารณาชนิดของพืชและระยะการปลูกของพืชนั้นๆ ด้วย (รายละเอียดแนวทางการเลือกลักษณะการหยด www.kanokproduct.com/content/14001/ลักษณะของดิน-กับการออกแบบระบบน้ำหยด)   

ส่วนการติดตั้งเทปน้ำหยดนั้นสามารถติดตั้งร่วมกับท่อพีวีซีและท่อพีอีได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่ควรมีในการติดตั้ง เช่น วาล์วข้อต่อเปอร์เมท-เทปน้ำหยด พร้อมยางเปอร์เมท ข้อต่อตรง สแตนเนอร์ เทปน้ำหยด ระยะห่างของรูน้ำหยดขึ้นอยู่กับชนิดของดินและพืช เป็นต้น  (เทคนิคการเลือก 10 อุปกรณ์สำหรับระบบเทปน้ำหยด www.kanokproduct.com/content/20613/10-อุปกรณ์สำหรับระบบเทปน้ำหยด)

โดยมีวิธีการติดตั้งแบบง่ายดังนี้

1.เจาะท่อเมนย่อยพีวีซี หรือพีอีด้วยโฮซอลเจาะท่อ

2.ใส่ยางเปอร์เมทพร้อมกับเสียบตัววาล์วเทปน้ำหยดเปอร์เมทเข้าไปให้สุดข้อทั้ง 3 ข้อของวาล์วเทปน้ำหยด วาล์วเทปน้ำหยดจะไปเบ่งพอดีกับขนาดยางเปอร์เมทจนแน่นและไม่หลุด


3.จากนั้นใส่สายเทปน้ำหยดเข้าที่วาล์วเทปน้ำหยดจนสุด แล้วหมุนเกลียวล็อคให้แน่น โดยวางสายให้หงายด้านลิ้น หรือที่มีรูขึ้นด้านบน เพื่อลดการอุดตันจากเศษต่างๆ 

4.ในกรณีที่จะต่อสายเทปน้ำหยด สามารถใช้ข้อต่อตรงต่อ เพื่อเพิ่มความยาวของสายเทปน้ำหยดออกไปได้อีก แล้วปิดปลายสายเทปด้วยตัวดึงปลายสาย เพื่อปิดทางน้ำไม่ให้ไหลออก

ข้อควรระวังคือ การให้น้ำระบบเทปน้ำหยด มีความเสี่ยงเรื่องการอุดตันที่รูจ่ายน้ำ ดังนั้น ควรติดสแตนเนอร์กรองเศษต่างๆ และระบายน้ำออกจากท่อทุก 2 สัปดาห์ เพื่อระบายสิ่งสกปรกและเศษต่างๆ ให้ไหลออกมา ลดความเสี่ยงการอุดตันของรูจ่ายน้ำ (สามารถอ่านรายละเอียดเทคนิคการดูแลเทปน้ำหยด ลดการอุดตันได้จากลิงค์ https://www.kanokproduct.com/content/20891/)

สุดท้ายแล้ว เชื่อว่าในช่วงฤดูแล้งที่ถึงแม้น้ำจะลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช หากเกษตรกรเลือกปลูกพืชที่เหมาะกับฤดูกาล และใช้เทปน้ำหยดในการให้น้ำจะช่วยประหยัดต้นทุน ประหยัดน้ำได้ รวมถึงยังคงได้ผลผลิตที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน